เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วในการใส่ซองแต่งงาน พักหลังๆ มักมีดราม่าออกมาเสมอเกี่ยวกับเงินใส่ซอง บางคนก็ไม่รู้ว่าควรใส่เท่าไหร่ดีถึงจะดูไม่น่าเกลียด แต่จะใส่เยอะเกินไปก็เกรงจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน เพราะค่าใช่จ่ายปัจจุบันนั้นก็เยอะเหลือเกิน วันนี้เราเลยมีข้อมูลดีๆ ในการใส่ซองแต่งงานมาฝากกัน 1. ยึดรายได้ของตัวเองเป็นหลัก เรียกว่าถึงเป็นเกณฑ์ได้เลย อ้างอิงจากรายได้ของตัวเองเป็นหลัก มีมากใส่มาก มีน้อยใส่น้อย ไม่เดือดร้อนตัวเองด้วย คนรับก็แฮปปี้ ส่วนใหญ่เงินในการใส่ซองนั้นควรคิดเป็น 5% จากเงินเดือน อย่างเช่นได้เงินเดือน 25000 บาท ก็ใส่ซองได้ประมาณ 1500 บาทเป็นต้น ไม่น้อยจนหน้าเกลียดและไม่มากจนตัวเดือดร้อน แฮปปี้กันทุกฝ่ายสบายใจไม่มีดราม่า 2. เพิ่มลดตามความสนิท เป็นธรรมดาที่เมื่อสนิทกันมากแค่ไหนเงินใส่ซองก็ต้องมาตามไปด้วย เพราะนั่นแสดงถึงความมีน้ำใจต่อกัน ดังนั้นการจะใส่ซองให้คนสนิทมากกว่าคนที่ไม่สนิทก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากรู้จักกันพอประมาณอารมณ์อยู่แผนกใกล้เคียงแต่ไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่ ก็ใส่ซองไปพอประมาณไม่ต้องเยอะมาก เอาตามกำลังที่เราพอใส่ได้ 3. ไปร่วมงานด้วยหรือเปล่า หากว่าคุณติดธุระหรือว่าไม่ได้ไปร่วมงานแต่ง ก็สามารถนำเงินใส่ซองได้น้อยกว่าที่ตั้งไว้เล็กน้อยได้ไม่น่าเกลียด ถือว่าใส่ไปช่วยงานแต่เราไม่ได้ไปร่วมงานนั่นคือไม่ได้ร่วมกินของที่เลี้ยง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะโดนดราม่าหรือโดนตำหนิ ใส่ไปในจำนวนที่คิดว่าไม่น่าเกลียดเกินไปก็พอ

ไม่มีอะไรเปรียบเทียบเวลาเป็นเงินเป็นทองได้เท่ากับชั่วโมงการทำงานของมหาเศรษฐี ที่เป็นตัวอย่างของเวลาเป็นเงินเป็นทองอย่างแท้จริง บางคนทำงานแค่ชั่วโมงเดียวได้มากกว่าคนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ทั้งชีวิตเสียอีก ซึ่งทางเว็บไซต์ Business Indiser ก็ได้ทำสถิติตัวเลขออกมาให้ดูกันว่า พวกเขาเหล่านี้สามารถหาเงินได้ชั่วโมงล่ะเท่าไหร่กันบ้าง ลองมาดูกันเลย 1.เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เจ้าของ Amazon เว็บไซต์อีคอมเมิรซ์ชื่อดัง มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งมีรายได้ 4.47 ล้านเหรียญสหัฐฯ ต่อชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 143 ล้านบาท เพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นยังทำเงินได้มหาศาลขนาดนี้ เทียบเป็น 157 เท่าของรายได้เฉลี่ยพนักงาน Amazon 2.มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เจ้าของโซเชียลมิเดียชื่อดังที่ใครๆ ก็เล่นอย่าง Facebook มีรายได้ชั่วโมงละ 1.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 55 ล้านบาท ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แม้จะเป็นแพทฟอร์มสำหรับสังคม แต่ก็ทำเงินไปได้เยอะทีเดียว 3.อลิซ วอลตันContinue Reading

พูดถึงเรื่องการประหยัดเงินนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจดี แต่ทำได้ยากเหลือเกิน เพราะปัจจุบันมีสิ่งต่างๆ กระตุ้นความอยากได้อยากมีจนอดใจไว้ไม่ไหว เงินเดือนออกเป็นต้องไปโซ้ยของอร่อยๆ หรือไม่ก็ไปเที่ยวพักผ่อนจนลืมออมเงิน แต่จริงๆ แล้วนั้นการออมเงินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้มีเงินเอาไว้ในยามจำเป็น ใครที่กำลังรู้สึกว่าการเก็บเงินเป็นเรื่อยยากล่ะก็ วันนี้เรามีวิธีดีๆ ในการช่วยประหยัดเงินมาฝากกัน 1.เปลี่ยนวิธีการเดินทางเข้าตัวเมือง จากที่เคยขับรถไปทำงานในย่านชุมชนอย่างสีลม สยาม หรือสุขุมวิท ลองเปลี่ยนมานั่งรถไฟฟ้าแทน จะเป็นการประหยัดได้มากกว่า ทั้งประหยัดเวลา ประหยัดค่าน้ำมันและประหยัดค่าที่จอดรถอีกด้วย ซึ่งการใช้บริการขนส่งสาธารณะยังช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มากทีเดียว หากคุณไม่ได้ทำงานในพื้นที่เข้าถึงยากล่ะก็ เก็บรถไว้บ้านแล้วมานั่งรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดินแทนจะเป็นหยัดได้อีกเยอะ 2.เปลี่ยนจากการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วผ่อนจ่ายทีหลัง การผ่อนชำระเป็นอีกวิธีที่พนักงานออฟฟิศนิยม เพราะมีของมาใช้ก่อนแต่สามารถผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าเป็นการสร้างหนี้ให้อย่างร้ายกาจ แทนที่จะจ่ายทีเดียวจบในราคาต้น แต่การผ่อนนั้นจะต้องทบดอกไปเรื่อยๆ ลองคิดดูว่าหากซื้อแล้วใช้บัตรเครดิตชำระขั้นต่ำทุกเดือนๆ อีกนานแค่ไหนล่ะกว่าจะผ่อนหมด สู้เอาเงินที่สูญไปตรงนั้นมาทำอย่างอื่นดีกว่า หากอยากได้อะไรสักชิ้น แนะนำให้วางแผนการเงินและเก็บจนกว่าจะครบค่อยซื้อ ดีกว่าไปผ่อน เป็นการประหยัดเงินได้มากกว่าหลายเท่า

เรื่องของการจับจ่ายเงินนั้นเป็นธรรมดาที่ใครๆ ก็ชอบ แต่เคยสังเกตไหมว่าตั้งเป้าไว้เท่านั้นแต่พอไปช้อปจริงดันเกินงบตลอดทุกครั้ง โดยเฉพาะกับคนที่มีบัตรเครดิต สิ้นเดือนมาแทบหน้ามืดเพราะใบแจ้งหนี้เป็นสิบๆ ใบ ช้อปไปหลายบาทจนแทบไม่พอจ่าย ซึ่งการหยุดใจไม่ให้ช้อปเพลินนั้น คือการไม่ต้องออกไปจับจ่ายซื้อของ เมื่อไม่ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายจบๆ แต่ในความเป็นจริงไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีสาเหตุที่ยากจะอธิบายในการจับจ่ายซื้อของเกินงบมาให้ดูกัน อันดับแรก หลายคนจับจ่ายซื้อของเพราะถูกแรงกระตุ้นยั่วยุจากสิ่งเร้า ทำให้หลายครั้งซื้อโดยขาดเหตุผล และไม่ได้ไตร่ตรองก่อนซื้อเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ของชิ้นนั้นอย่างเช่นของ sale, ของรุ่น Limited Edition เพราะไม่สามารถหาได้อีก จึงตกหลุมการตลาดอย่างเต็มตัว อีกอย่างคือเพราะโลกของโซเชียลเป็นตัวกระตุ้นให้ช้อปเพื่อการเป็นที่ยอมรับในสังคมเป็นต้น อันดับที่สอง จับจ่ายเพราะคุ้มค่าแล้วเมื่อผ่านการเปรียบเทียบ เช่นพวกของซื้อสองแถมหนึ่งเป็นต้น บางครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นแต่เพราะมองแล้วคุ้มค่าก็เลยซื้อมานั่นเอง หรือในกรณีที่เวลาไปซื้อของกินตามร้านฟาส์ตฟู้ด ก็มักจะมีการเพิ่มไซส์เพิ่มขนาดที่ดูแล้วคุ้มค่ากว่า แต่ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกเช่นกัน ซึ่งทั้งๆ ที่บางทีไม่ได้อยากจะได้ไซส์ที่ใหญ่กว่า แต่เพราะความคุ้มค่าเลยทำให้ตัดสินใจซื้อ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การจับจ่ายเกินงบ

เงินโบนัสถือเป็นสิ่งหอมหวานของใครหลายคน เชื่อว่าเมื่อได้เงินก้อนนี้มาหลายคนนำไปซื้อของที่อยากได้บ้าง ซื้อความสุขให้กับตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ บ้าง บางคนก็ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่จะดีกว่าไหมถ้านำเงินโบนัสที่ได้มานั้น ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด วันนี้เราเลยมีคำแนะนำในการนำเงินโบนัสไปใช้ให้คุ้มค่ามาฝากกัน 1.ซื้ออิสรภาพ การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ดังนั้นหากใครเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดต่างๆ ให้นำเงินโบนัสที่ได้มาไปเคลียร์ให้เรียบร้อย เพราะในแต่ละปีนั้นบัตรพวกนี้มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 18-28% ต่อปี โดยเฉพาะกับคนที่ชอบผ่อนชำระแบบขั้นต่ำ หากไม่ใช้เงินก้อนโป๊ะ ก็จะเป็นหนีไปอีกนาน ดังนั้นเงินโบนัสก้อนนี้จะช่วยให้อิสรภาพทางการเงินด้วยการไม่มีหนี้อีกต่อไป 2.ซื้อความมั่นคงด้วยการออม จะเป็นออมหุ้นหรือการลงทุนก็ได้หมด เพราะเงินโบนัสส่วนนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาวได้ ซึ่งก่อนจะนำเงินโบนัสไปออมหรือลงทุนควรศึกษาและหาเป้าหมายให้ชัดเจน ที่สำคัญควรแบกรับความเสี่ยงให้ได้ เช่นหากอยากเก็บเงินซื้อบ้านในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็ควรออมหรือลงทุนในส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างเช่นเงินฝาก หรือกองทุนตราสารหนี้เป็นต้น เพราะหากไปลงทุนหรือออมหุ้นในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ก็จะมีโอกาสขาดทุนสูง ทำให้ไม่สามารถทำตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ 3.ซื้อความสุขให้ตัวเอง สามารถทำได้แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย ว่าในขณะนั้นมีภาระหนี้สิ้นอยู่หรือไม่ หรือมีเป้าหมายในระยะสั้นที่อยากทำหรือเปล่า เมื่อคำนวณดูแล้ว ก็สามารถเจียดเงินโบนัสที่เหลือมาใช้จ่ายสนองความต้องการของตัวเองได้ ปัจจุบันการไปเที่ยวต่างประเทศนั้นไม่ได้ใช้เงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หากอยากไปจริงๆ ให้หาทัวร์ราคาย่อมเยา ไปเที่ยวเพื่อให้ของขวัญกับตัวเองที่ทำงานหนักมาทั้งปี

ร้อยทั้งร้อยหากพูดถึงการเก็บเงินล่ะก็ พากันสายหน้าไปตามๆ กัน เพราะเป็นเรื่องที่ทำยากเหลือเกิน โดยเฉพาะคนที่ชอบช้อปชอบซื้อ เวลาอยากเก็บเงินเมื่อไหร่ ของที่อยากได้มักล่อตาล่อใจเสมอ จึงไม่สามารถเก็บเงินได้สักที วันนี้เราเลยมีวิธีเด็ดๆ มาแนะนำในการเก็บเงินที่สร้างความสนุกและไม่รู้สึกทุรนทุรายจนเกินไปด้วย 1.เก็บเงินทุกวัน…ตามเป้าหมายที่กำหนด เป็นวิธีง่ายๆ ที่สร้างความสนุกไม่น้อย ให้เก็บเงินตามวันอย่างเช่น วันนี้วันที่ 5 ก็เก็บ 5 บาท วันที่ 6 เก็บ 6 บาท ไปเรื่อยๆ จนถึงสิ้นเดือนวันที่ 30 เก็บ 30 บาทเป็นต้น หากทำเช่นนี้ภายในหนึ่งเดือนคุณจะมีเงินเก็บถึง 5000 กว่าบาทเลยทีเดียว ไม่ต้องไปหาจากที่ไหน ให้เก็บจากเงินที่ใช้จ่ายประจำวันนี่แหละ หากคุณใช้จ่ายวันละ 200 ก็หักจากเงินนั้น ตามวันที่ไป พอสิ้นเดือนก็จะได้เงินก้อนกลับคืนมา 2.เก็บเงินทุกวันเงินเดือนออก วิธีนี้สำหรับคนที่ห้ามใจไม่ค่อยอยู่ ให้หักเงิน 20% จากวันที่เงินเดือนออก ไม่เท่าไหร่ไม่รู้แต่ต้องเก็บไว้เลย 20% จะเอาไปฝากแบบห้ามถอนหรือวิธีไหนก็แล้วแต่ ที่ไม่สามารถนำเงินส่วนนี้มาใช้ได้ ให้ทำเป็นประจำทุกเดือนContinue Reading

ปีใหม่ทั้งทีหลายคนมีแพลนอยากทำอะไรใหม่ๆ เริ่มต้นอะไรใหม่ๆ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมไปถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ หลายคนอยากมีเงินมากกว่าเดิม แต่มีไม่กี่คนหรอกที่สามารถทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ดังนั้นปีนี้อย่าให้พลาดเหมือนปีที่ผ่านๆ มา ลองมาเริ่มต้นวางแผนเรื่องการเงินดูอีกครั้ง และลองมาดูกันสิว่าเหตุที่ทำให้เราพลาดเป้าหมายเรื่องการเงินนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง ปีนี้จะได้ไม่ทำพลาดอีก 1. ตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป เมื่อตั้งเป้าหมาย คนเรามักจะตั้งอะไรที่ใหญ่โต พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น ปกติเป็นคนชอบช้อปปิ้ง ก็หักดิบว่าปีนี้จะไม่ช้อปปิ้งซื้อของที่ไม่จำเป็น แน่นอนว่าโอกาสสำเร็จย่อมมีไม่สูง เพราะความชื่นชอบนั้นถูกทำเป็นเวลานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การเปลี่ยนพฤติกรรมชั่วข้ามคืนหรือเปลี่ยนวิธีคิดเดิม ๆ จึงทำได้ยาก และสุดท้ายก็ตบะแตกอยู่ดี 2. ตั้งเป้าหมายไม่ชัดเจน หลายคนเลยที่ไม่กำหนดรายละเอียดปลีกย่อยลงไป เช่นตั้งเป้าไว้ว่าปีนี้จะใช้จ่ายน้อยลง ประหยัดมากขึ้นแต่ไม่บอกว่าประหยัดอย่างไร มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้ใช้จ่ายได้น้อยลด ซึ่งไม่ได้ทำรายละเอียดไว้เลยทำให้มองเห็นภาพได้ไม่ชัดเจน จึงทำให้เป้าหมายไม่สำเร็จ 3. ผลลัพธ์ไม่ตรงกับเป้าหมาย การตั้งเป้าไว้แล้วทำให้สำเร็จเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งหลายคนก็พยายามทำตามและคาดหวังกับผลลัพธ์ที่ได้ แต่ทำเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นแล้วก็เลิกทำ จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ สรุปพอสิ้นปีก็จะได้เงินไม่ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้ ทำให้ท้อใจ ล้มเลิกไม่อยากทำอีก

เมื่อคนสองคนตัดสินใจแต่งงานร่วมใช้ชีวิตกันแล้ว เป้าหมายสำคัญคือการสร้างฐานะครอบครัวให้มีความสมบูรณ์ มั่งคง มั่งคั่งดังนั้นเรื่องของเงินๆ ทองๆ จึงต้องจัดการให้ดี ซึ่งคู่แต่งงานจะต้องคุยกันเรื่องนี้เป็นอันดับแรก เพราะหากไม่คุยกันแล้วในอนาคตอาจเป็นปัญหาได้หากว่าเงินทองไม่พอใช้ ความรักต้องไปพร้อมๆ กับการสร้างครอบครัว ดังนั้นหนึ่งในความสุขของชีวิตคู่คือการไม่ขัดสน ช่วยกันสร้างเงินให้งอกเงยเติมเต็มความสุขให้ครอบครัว คิดให้ครบกับหนี้สินก้อนโต : บ้านให้ซื้อเผื่อ รถให้ซื้อแค่พอจำเป็น อย่าคิดแค่วันนี้หรือปีสองปีข้างหน้า ให้คิดเผื่อไปถึงสิบยี่สิบปี เพราะบ้านแต่ละหลังนั้นราคาไม่ใช่ถูกๆ คนสมัยใหม่คิดแค่สั้นๆ หาซื้อคอนโดเพราะสะดวกแก่การไปทำงาน พอมีสมาชิกครอบครัวมากขึ้นก็ต้องขยับขยายที่อยู่อีก ดังนั้นหากจะซื้อทั้งทีเลือกซื้อบ้านที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีห้องนอนเผื่อลูกๆ ในอนาคต จะได้ไม่ต้องซื้อบ่อยๆ ขอสินเชื่อครั้งเดียวเป็นหนี้ก้อนโตแต่ครั้งเดียวดีกว่าเป็นหนี้หลายๆ ครั้ง ทำเลของบ้านที่ควรเลือกซื้อนั้นควรเป็นทำเลที่ใกล้ที่ทำงาน ใกล้บ้านพ่อแม่ หรือใกล้โรงเรียนของลูกๆ ในอนาคต ควรคิดเผื่อไปเลยจะทำให้สามารถเก็บเงินดาวน์ได้อย่างถูกต้อง และการซื้อบ้านนั้นควรขอกู้ร่วมกันสองคน จะทำให้ภาระการผ่อนไปหนักเกินไปนัก โดยจะไม่เกิน 30% ของรายได้เงินเดือน ข้อดีของการกู้ร่วมนั้นคือทำให้สามารถกู้ขนาดบ้านได้ใหญ่ขึ้น

ได้วันลาทั้งทีเตรียมตัวแพคกระเป๋า ตรวจพาสปอร์ตให้พร้อม วันรี้เรามีคำแนะนำในการใช้เงินเที่ยวแบบคุ้มๆ มาฝากกัน ใครที่พาสปอร์ตหมดอายุรีบไปต่อด่วน หรือหากจะไปเที่ยวในประเทศที่ใช้วีซ่าก็รีบไปทำซะ แล้วเก็บกระเป๋าเดินทางกันได้เลย มีคำแนะนำไหนน่าสนใจบ้างลองมาดูกัน 1.วางแผนค่าใช้จ่าย แลกเงินสดไว้ให้พอใช้ และเตรียมบัตรเดบิต-บัตรเครดิตให้พร้อม เพราะเงินเป็นสิ่งสำคัญเลยในการท่องเที่ยว ฉะนั้นจะต้องวางแผนเรื่องการเงินให้ดี ต้องรัดกุมเพราะจะต้องใช้จ่ายตลอดทั้งทริป นำค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหารและค่าอื่นๆ เผื่อไว้ด้วย นำมาคำนวณว่าต้องใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ และนำไปแลกให้เป็นสกุลเงินประเทศนั้นๆ ติดตัวไว้ ไม่ควรเผื่อไปมากนักเพราะจะทำให้ใช้หมด เตรียมบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตไปด้วยเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 2. เช็ควงเงินในบัตรให้พร้อม แนะนำให้โทรสอบถามกับศูนย์บัตรเครดิตของสถาบันการเงินก่อนเดินทาง ก่อนจะเดินทางแนะนำให้เช็ควงเงินในบัตรเครดิตที่ใช้งานก่อน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นแต่วงเงินในบัตรไม่เพียงพอต่อการใช้งานก็จะทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นเช็คแต่เนินๆ จะได้คำนวณได้ถูกต้องไม่เกิดปัญหาเงินเต็มวง ทำได้ด้วยการโทรเข้าศูนย์บัตรเครดิตของสถาบันการเงินที่ใช้อยู่ เพราะหากไม่โทรเช็คก่อนอาจจะทำให้เกิดปัญหาบัตรรูดไม่ผ่านและมีการโทรเข้ามาตรวจสอบหลังจากรูดบัตรทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการรับสาย และจะไม่สามารถรูดบัตรได้เพราะไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าว่าจะนำไปใช้จ่ายที่ต่างประเทศ

การลงทุนในปัจจุบันนั้นมีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น ลงทุนหุ้น, ลงทุนกองทุนรวม, ลงทุนทองรวมไปถึงตราสารการเงินต่างๆ แต่สำหรับการลงทุนของชาวเกษตรกรที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นจะชอบการลงทุนระยะสั้นด้วยการลงทุนกับการเกษตรกรรมต่างๆ อย่างการเลี้ยงปลา เลี้ยงวัวเป็นต้น เพราะว่าเป็นการลงทุนแบบสอดคล้องกับวิถีชีวิตของวงจรสัตว์ การแก้ปัญหาทางการเงินของชาวอินเดียที่มักนิยมลงทุนวัวมากกว่านำเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งที่อินเดียนั้นมีวัวประมาณ 280 ตัวถือว่าเป็นสถิติที่สูงมาก นอกจากในเรื่องของศาสนาแล้ว วัวยังให้ผลผลิตอื่นๆ อย่างนมที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นชีส เป็นโยเกิร์ตได้ เป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน น้ำนม หรือว่ามูลวัวนั้นสามารถนำไปขายได้หมดรวมถึงลูกวัวด้วย แต่ทั้งนี้การนำเงินไปลงทุนวัวดูจะไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่นัก กลายเป็นคนมีภาวะสายตาสั้นทางการเงิน เพราะว่าเงินที่ลงทุนไปกับวัวนั้นแปลงกลับมาเป็นเงินสดได้ยากกว่าการลงทุนอื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็เป็นข้อดีเพราะจะช่วยลดโอกาสในการนำเงินไปซื้อของจับจ่ายอื่นๆ ให้สิ้นเปลือง แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นการลงทุนในระยะที่ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นัก การนำเงินไปใช้จ่ายสร้างความสุขทันทีมากกว่าการนำเงินไปออมทุน เรียกว่าสายตาสั้นทางการเงิน ประมาณว่าใช้ก่อน ออมที่หลัง ซึ่งสามารถสร้างความสุขได้จริงแต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่การซื้อของพวกนี้เต็มไปด้วยความเต็มใจ และการนำเงินไปออมนั้นเป็นความรู้สึกตัดใจที่ต้องทำ ดังนั้นหลายคนจึงเลือกใช้มากกว่าการออม

เมื่อแต่งงานและจดทะเบียนกันแล้ว คุณทั้งคู่กลายเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นเงินที่หามาได้คงจะไม่มีการแบ่งนั่นของเธอ นี่ของฉัน เพราะชีวิตคู่จะต้องมีการวางแผนร่วมกัน ดังนั้นรายได้ของคุณทั้งคู่จะกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันนั่นเอง สำหรับคู่แต่งงานใหม่ที่ไม่เคยมีการวางแผนเรื่องนี้ แน่นอนว่าอาจจะประสบปัญหาด้านการเงินในอนาคตได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคำแนะนำในการออมเงินสำหรับคู่แต่งงานใหม่มาฝากกันล่ะ 1. เปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน เป็นสิ่งแรกที่ควรทำเป็นอย่างแรก คือเปิดบัญชีเงินฝากแบบร่วม ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานแห่งการเงินที่มีคุณภาพ เมื่อมีบัญชีร่วม คุณก็จะวางแผนในการใช้เงินร่วมกัน มองเห็นภาพได้มากขึ้นว่าเงินส่วนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายอะไรได้บ้าง หรือเก็บไว้ทำอะไรได้บ้าง อย่างเช่นเพื่อลูกในอนาคต เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อการซื้อบ้าน หรือเพื่อเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณเป็นต้น 2. ไม่สร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น แม้สองคนจะหารายได้มากกว่าคนเดียว แต่ก็อย่าลืมว่าหนี้สินภาระต่างๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณทั้งคู่อาจจะต้องประหยัดมากกว่าเดิม ไม่สร้างหนี้สินเพิ่มโดยที่ไม่จำเป็น เพราะหากต่างคนต่างใช้จ่ายเพิ่มหนี้เพิ่มสิน ในอนาคตครอบครัวก็จะมีแต่ความเครียดเนื่องจากเงินไม่พอใช้ ต้องไปหยิบยืมกู้เงินทำให้สร้างหนี้ไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นหากตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้วควรตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะของบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ 3. หมั่นทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นประจำ เรื่องจุกจิกพวกนี้มองข้ามไม่ได้เลย เพราะว่าการทำบัญชีรายรับและรายจ่ายอยู่เสมอ จะทำให้มองเห็นภาพรวมของการใช้จ่ายเงิน ช่วยในเรื่องการวางแผนใช้เงินในอนาคตได้ ซึ่งมีหลายๆ ครั้งที่เราซื้อของฟุ่มเฟือยโดยไม่รู้ตัว การทำบัญชีนั้นจะทำให้รู้ว่าเราสิ้นเปลืองไปกับอะไรบ้าง เป็นการเตือนตัวเองให้รู้ว่าไม่ควรซื้อของเกินความจำเป็น