การเป็นหนี้นั้นเป็นเรื่องน่าปวดหัวยิ่งนัก หากไม่จำเป็นคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบนั้นทำเอาปวดใจสุดๆ เพราะมักจะถูกเอาเปรียบจากดอกเบี้ยที่สูงจนแทบไม่พอจ่ายเงินต้น ได้แต่ผ่อนดอกไปวันๆ บางคนก็หามาจ่ายไม่ทันโดนทวงหนี้แบบโหดๆ อีกต่างหาก แต่การเป็นหนี้นอกระบบนั้นก็มีทางออกเช่นกัน หากอยากหลุดพ้นจากหนี้สินต่างๆ วันนี้เรามีวิธีมานำเสนอ 1. เจรจากับเจ้าหนี้ การพูดคุยกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากรับภาระหนี้สินไม่ไหวแล้วให้ลองเข้าไปเจรจาพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น หรือขอยืดระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปอีกแต่ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้อย่างเดิม หรือหากเป็นไปได้ให้ขอลดดอกเบี้ยบางส่วนลงมา แต่คุณจะต้องจ่ายตรงตามที่นัดหมายไว้ไม่ผิดนัก เพราะไม่อย่างนั้นเจ้าหนี้จะไม่เชื่อใจอีก ซึ่งการเจรจาต่อรองนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าหนี้ด้วยว่าเมตตามากน้อยแค่ไหน และเคยมีความสัมพันธ์กันแบบใดมา หากว่าคุณเป็นคนที่จ่ายหนี้ตรงเวลามาตลอด ไม่เคยเบี้ยวไม่เคยผิดนัด ก็อาจจะทำให้เจ้าหนี้เห็นใจยอมผ่อนผันให้ 2. ขอยืมเงินญาติพี่น้องคนสนิท เป็นช่องทางที่หากไม่จนมุมจริงๆ ก็ไม่ควรทำ เพราะเป็นการสร้างภาระให้ผู้อื่น ทำให้คนรอบตัวเดือดร้อน แม้จะเป็นญาติมิตรเพื่อนสนิท แต่ต้องเข้าใจว่าแต่ละคนมีภาระหน้าที่ที่ต้องใช้จ่ายเช่นกัน การไปหยิบยืมก็เหมือนกับการไปแบ่งเงินเขามาใช้ ดังนั้นควรเลือกญาติที่ไม่มีปัญหาทางการเงินและพูดคุยอธิบายให้พวกเขารับรู้ถึงความเดือดร้อน ว่าตอนนี้เจอกับปัญหาอะไรอยู่ ถ้าหากญาติมิตรหรือเพื่อนสนิทมีความพร้อมทางการเงิน ก็อาจจะช่วยเหลือในเรื่องนี้ได้

เทศกาลวันแม่นั้น เป็นวันดีๆ ที่ลูกๆ มักจะซื้อของขวัญให้เพื่อแสดงความรักความห่วงใย ทั้งนี้การให้ของขวัญก็มีหลายรูปแบบ บางบ้านก็พากันออกไปทานข้าวนอกบ้าน บางบ้านก็ทำมื้อพิเศษทานกันในครอบครัว แต่สิ่งหนึ่งที่นิยมให้คือของขวัญ ซึ่งวันนี้เราก็มีคำแนะนำในการให้ของขวัญวันแม่ ที่เป็นประโยชน์และสามารถนำไปต่อยอดได้ นั่นคือของขวัญในรูปแบบการจัดความมั่งคงทางการเงิน ในการวางแผนเรื่องการเงินนั้นจะต้องกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ด้วย ซึ่งหากคุณแม่เป็นวันเกษียณแล้ว ควรกันเงินสำรองเอาไว้ที่ 6-12 เท่า ของค่าใช้จ่ายปกติ ซึ่งสามารถนำเงินส่วนนี้มาใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แนะนำให้สำรองเงินไว้ในรูปแบบสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง อย่างเช่นเงินฝากประจำ หรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นต้น และควรคำนึงถึงเรื่องสุขภาพของคุณแม่ด้วย ควรจัดสรรเงินเพื่อซื้อประกันคุ้มครองสุขภาพ ในกรณีที่หากเกิดอุบัติเหตุจะได้นำเงินส่วนนี้มาเป็นค่ารักษา จึงควรซื้อประกันอุบัติเหตุและประกันสุขภาพ น่าจะเป็นของขวัญวันแม่ที่ดีที่สุด แสดงถึงความรักและห่วงใยในสุขภาพ แต่สำหรับใครที่อยากให้ของขวัญคุณแม่ทั้งเงินฝากและประกันอุบัติเหตุ แต่ไม่อยากแยกกันก็สามารถทำได้ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากประจำผู้สูงอายุ สำหรับคุณแม่ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป โดยจะได้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากธรรมดาและได้รับสิทธิพิเศษในด้านการคุ้มครองในเรื่องอุบัติเหตุต่างๆ ด้วย เป็นอีกทางเลือกในการให้ของขวัญที่ได้มากกว่าสิ่งของหรือเงินทอง

เรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นเป็นเรื่องที่พูดยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเวลามีเพื่อนๆ มาหยิบยืมเงินไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร บางครั้งอยากช่วยเหลือแต่ตัวเองก็ไม่ค่อยมี จะปฏิเสธก็กลัวจะทำให้ความสัมพันธ์พัง แต่ก็ไม่มีจะให้เป็นเรื่องที่กลุ้มใจไม่น้อย ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีปฏิเสธเมื่อเพื่อนมายืมเงินแบบไม่เสียน้ำใจและยังรักษามิตรภาพเอาไว้ได้ด้วย 1. เสนอทางออกอื่น ๆ ให้แทน เป็นทางออกที่ดีที่สามารถแนะนำเพื่อนได้ หากว่าคุณไม่พร้อมที่จะให้หยิบยืมเนื่องจากเงินไม่พอใช้เช่นกัน ก็เสนอทางออกอื่นๆ ให้เพื่อนได้ เช่นแนะนำให้ทำรายได้เสริม ให้ไปขอสินเชื่อต่างๆ ที่พอจะเป็นไปได้หรือให้ไปยืมคนอื่นที่มีกำลังทรัทย์มากกว่าแทน ซึ่งการแนะนำทางออกให้นั้นเป็นการช่วยเพื่อนอีกทางโดยที่ตัวคุณเองก็ไม่เดือดร้อนด้วย 2. ขอเวลาตัดสินใจสักพัก เป็นการเลี่ยงได้อีกวิธีหนึ่ง เมื่อโดนยืมเงินอย่าเพิ่งปฏิเสธหรือตอบรับในทันที ให้ตัดสินใจก่อนกลับมาคิดดูว่าควรให้ยืมไหม ไปเช็คให้แน่ใจก่อนว่าคนที่ยืมนั้นเดือดร้อนจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่ว่าต้องการยืมไปซื้อของฟุ่มเฟือยเพื่อปรนเปรอความต้องการ ดังนั้นให้ตอบไปว่าขอเวลาตัดสินใจสักพัก เป็นการดีที่สุด 3. ช่วงนี้ไม่มีเงินเหมือนกัน บางครั้งการตอบตรงๆ ก็ดีกว่าปฏิเสธอ้อมๆ ไปเรื่อย เพราะหากว่าช่วงนี้คุณเงินไม่พอใช้เหมือนกันก็ลองบอกเหตุผลให้เพื่อนได้เข้าใจ เพื่อให้เขาเห็นว่าเราก็กำลังเครียดเช่นกัน ชักหน้าไม่ถึงหลังเล่าความลำบากให้ฟังด้วยก็ได้ เพื่อคนที่มายืมจะเห็นใจและไม่มาตอแยอีก

เชื่อว่าทุกคนรู้ดี การออมเงินนั้นสำคัญและจำเป็นมากแค่ไหน แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะมีเหตุผลและข้ออ้างต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะออมเงิน ซึ่งข้ออ้างเหล่านี้นี่แหละจะทำให้คุณไม่มีวันเก็บเงินได้ และจะมีแค่เงินใช้ไปวันๆ เท่านั้น มาดูข้ออ้างสุดฮิตของคนที่ไม่อยากออมเงินกันดีกว่า 1.เงินเดือนน้อย เป็นข้ออ้างสุดเบสิกของคนที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ ซึ่งจริงๆ แล้วจะเงินเดือนน้อยหรือมาก็สามารถเจียดมาออมได้ทั้งสิ้น เพราะเงินออมเป็นการสะสมเพื่ออนาคต จะมาหรือน้อยก็ได้ไม่มีการบังคับ หากได้เงินเดือนน้อยก็เก็บน้อย ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเก็บยังไงก็เก็บได้อยู่แล้ว เพียงแต่ชอบเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องเก็บเงิน จะได้มีเงินใช้ซื้อนู้น นั่น นี่ไปวันๆ 2.ค่าใช้จ่ายเยอะ เราทุกคนล้วนแต่มีค่าใช้จ่ายด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งข้ออ้างเรื่องนี้ก็เป็นเพียงการนำมาใช้อ้างจะได้ไม่ต้องออม ไหนจะค่ารถ ค่าบ้าน ค่าลูก ค่าใช้จ่ายประจำวัน เยอะแยะไปหมด จริงๆ แล้วยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะก็ยิ่งต้องมีเงินออม เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นนั่นเอง เจียดมาออมเดือนละนิดหน่อยไม่น่าจะกระทบกับรายจ่ายมากนักหรอกจริงไหม 3.อายุยังไม่มาก ยังมีเวลาเก็บเงินอีกนาน จริงๆ แล้วอายุน้อยๆ นี่แหละควรเก็บเงิน เพราะเมื่อแก่ตัวไปจะได้มีเงินเหลือไว้ใช้มากกว่าคนอื่น ยิ่งคนที่ยังไม่มีครอบครัวด้วยแล้ว เป็นเรื่องง่ายมากที่จะออมเงิน การซื้อความสุขในชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ไม่ควรซื้อบ่อยนักเพราะยังมีวิธีหาความสุขแบบอื่นได้อีกเยอะแยะโดยที่ไม่ต้องใช้เงิน ดังนั้นอย่าผัดวันประกันพรุ่ง คิดอยากจะออมเงินต้องเริ่มทำทันทีก่อนที่จะสายเกินไป

ช่วงเทศกาลรับปริญญามักมาพร้อมค่าใช้จ่ายจิปาถะที่เลี่ยงได้ยากเหลือเกิน แม้จะเป็นเทศกาลแห่งการฉลองความสำเร็จในวันจบการศึกษา แต่ค่าใช้จ่ายแฝงนั้นใช่เล่นไหนจะค่าชุด ค่าแต่งหน้า ค่านู้นนี่นั่นทำเอาบางคนถึงกับชักหน้าไม่ถึงหลังเพราะไม่ได้เตรียมการเรื่องเงินเอาไว้ล่วงหน้า มาดูกันว่าค่าใช้จ่ายในวันรับปริญญานั้นมีอะไรบ้าง 1. ค่าขึ้นทะเบียนบัณฑิต เป็นธรรมเนียนปฏิบัติที่ทุกมหาลัยกำหนดไว้ ดังนั้นทุกคนจะต้องเสียค่าขึ้นทะเบียนอยู่ที่ 1000-3000 บาท ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสถาบัน ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่อาจลดทอนลงได้ 2. ชุดรับปริญญา เป็นค่าใช้จ่ายที่ถือว่าสิ้นเปลือง เพราะมีทั้งค่าชุดครุย เข็ม ตราต่างๆ หากเป็นชุดบัณฑิตชายจะต้องมีชุดราชปะแตนหรือสูทเพิ่มอีก ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือให้เช่าชุดแทนการตัด แม้ว่าชุดรับปริญญานั้นอาจเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว แต่หากไม่พร้อมก็ไม่ควรสิ้นเปลืองตัดชุดใม่เพราะราคาเกือบ 3000 บาท ดังนั้นการเช่าจะเป็นการประหยัดมากที่สุด 3. รองเท้ารับปริญญา รองเท้าเป็นอีกส่วนที่ต้องซื้อเพราะจะต้องใช้รองเท้าถูกระเบียบเป็นแบบหุ้มส้นสีดำ ใครที่มีอยู่แล้วก็จะประหยัดส่วนนี้ไปได้มาก แต่หากไม่มีก็ควรหาซื้อแบบที่ราคาถูกไม่เกิน 500 บาท เพราะยังไงซะก็คงไม่ได้นำมาใส่บ่อยๆ เผลอๆ อาจจะแค่ครั้งเดียวด้วยซ้ำ จึงไม่จำเป็นต้องซื้อแพงๆ 4. ค่าถ่ายรูปรวม-รูปพิธีพระราชทานปริญญาบัตร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องทำกันทุกคน การถ่ายรูปรวมกับเพื่อนๆ และอาจารย์ในคณะ เพื่อนำภาพไปติดไว้ที่บ้านว่า ครั้งนึงเคยจบจากสถาบันนี้ ซึ่งราคารูปพร้อมกรอบอยู่ที่ประมาณ 500 บาท ไปจนถึง 3000Continue Reading

ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้เดี๋ยวนี้เรื่องของการทำธุรกรรมการเงินเป็นเรื่องที่สะดวกรวดเร็วมาก สามารถโอนเงินผ่านอินเตอร์เน็ตแบงก์กิ้งได้ ซึ่งก็เป็นช่องทางที่ทำให้มิจฉาชีพหลายคนฉวยโอกาสโจรกรรมเงินของคุณได้ง่ายมากเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคำแนะนำเตือนภัยสำหรับการถูกโกงเงินแบบใหม่ที่ต้องระวังมาฝากกัน ซึ่งการโกงเงินรูปแบบใหม่นั้นจะมีลักษณะดังนี้ 1. คนร้ายมักมาในรูปแบบผู้ชื้อโดยเล็งแม่ค้าออนไลน์เอาไว้เป็นอันดับแรก ทำทีเป็นของเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรและข้อมูลส่วนอื่นๆ ทำตัวเหมือนตัวเองเป็นผู้เสียหายไม่ไว้ใจแม่ค้าเลยขอข้อมูล 2. เมื่อได้ข้อมูลเหล่านั้นมาก็จะเอามาเปิดบัญชีวอเลทหรือที่เรียกว่าบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นใหม่ โดยจะตั้งให้เชื่อมกับบัญชีของผู้เสียหาย 3. ซึ่งหลังจากโดนเชื่อมต่อแล้วจะมีข้อความแจ้งเตือนเข้าไปที่โทรศัพท์ของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นข้อความที่ค่อนข้างยาวและหลายคนไม่อ่าน ทำให้เกิดความเสียหายทางการเงินตามมา ดังนั้นเมื่อได้รับข้อความทำนองนี้ให้เปิดอ่านเสียหน่อยจะได้ไม่เสียรู้คนร้าย ด้วยวิธีการนี้จึงทำให้คนร้ายยักยอกเงินในบัญชีของคุณได้ผ่านช่องทาง Mobile Banking เข้าไปยัง E-Wallet ภายในไม่กี่วินาที จึงต้องระวังเพราะคนร้ายพวกนี้มักจะแฝงตัวมาเป็นลูกค้า ดังนั้นหมั่นดูข่าวสารบ่อยๆ เกี่ยวกับการโกงทางอินเตอร์เน็ต จะได้ไม่สูญเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปทุกวัน จึงมีการโกงรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ จงตั้งสติทุกครั้งและอย่าเชื่อใจใครง่ายๆ จะได้ไม่กลายเป็นเหยื่อ

ธนบัตรหรือแบงก์ที่เราใช้ๆ กันอยู่นั้น เมื่อถูกเก็บไว้นานๆ หรือเปลี่ยนจากมือหนึ่งมาสู่อีกมือหนึ่งอาจทำให้เกิดการชำรุดได้ เช่นฉีกขาด หรือเก่าจนแบงก์เลือนเป็นต้น จึงทำให้เวลาได้มาแล้วคิดว่าไม่มีค่านำไปใช้ต่อไม่ได้เพราะว่าธนบัตรชำรุด ซึ่งจริงๆ แล้วธนบัตรที่ชำรุดนั้นสามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับธนาคารได้ด้วย โดยต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 1. ธนบัตรครึ่งฉบับ แบงก์ที่ฉีกขาดตรงกลางหรือใกล้กับตรงกลาง โดนแยกเป็นสองส่วนเหลือเพียงแค่ส่วนเดียวสามารถแลกเปลี่ยนได้ แต่จะได้ราคาครึ่งนึงของแบงก์เท่านั้น เช่นมีแบงก์ร้อยที่ฉีกขาดเมื่อนำไปแลกก็จะได้คืนมาห้าสิบบาท แต่หากว่ามีสองส่วนแบบแต่ขาดออกจากกันก็จะสามารถแลกได้ 100 บาทเต็มจำนวน 2. ธนบัตรต่อท่อนผิด แบงก์ที่มีการนำส่วนแบงก์ของใบอื่นมาต่อให้ครบส่วนเพื่อเป็นเต็มแบงก์ จะสามารถแลกได้เต็มราคา ซึ่งจะต้องเป็นแบงก์ชนิดเดียวกันนำมาต่อกัน หากเป็นคนละราคานำมาต่อกันก็จะแลกเปลี่ยนไม่ได้ เช่นนำส่วนของแบงก์ยี่สิบมาต่อกันเป็นเต็มแบงก์ก็จะได้ 20 บาท แต่หากนำแบงก์ยี่สิบมาต่อกับแบงก์ร้อยครึ่งส่วน ก็จะไม่สามารถแลกได้ 3. ธนบัตรขาดวิ่น ธนบัตรที่ขาดเป็นส่วนๆ แต่ยังเหลืออยู่ 3 ใน 5 ส่วนของจำนวนเต็ม เช่นแบงก์ขาดที่ส่วนมุมไปเล็กน้อย ก็สามารถนำมาเปลี่ยนได้แบบเต็มราคา 4. ธนบัตรลบเลือน ข้อความหรือตัวเลขบนแบงก์ลบเลือนไปจนไม่สามารถอ่านได้ แต่ยังดูออกว่าเป็นธนบัตรชนิดใด ก็สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นใบใหม่ได้ โดยไม่โดนหักราคา

เมื่อใกล้เกษียณหลายคนมักจะคิดถึงเรื่องเงินที่จะนำไว้ใช้ในบั้นปลายชีวิต ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แต่ลืมไปว่าค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยนั้นก็จำเป็นมากเช่นกัน เพราะบ้านของเรานั้นอยู่ไปนานๆ ก็เกิดการเสื่อมได้ ดังนั้นจึงต้องเตรียมเงินในส่วนนี้ไว้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนนำเงินส่วนอื่นมาใช่ในการซ่อมแซมบ้าน วันนี้จึงมีวิธีในการเตรียมตัวในการปรับปรุงบ้านก่อนเกษียณมาฝาก 1. เตรียมบ้านให้พร้อมก่อนถึงวัยเกษียณ เป็นทางเลือกที่ดีเพราะสามารถปรับปรุงบ้านได้ก่อนจะถึงวัยเกษียณทำให้ไม่ต้องกังวลว่าในอนาคตจะไม่มีเงินปรับปรุงบ้าน ให้ลิสต์รายการออกมาเลยว่ามีส่วนไหนที่ต้องซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าง ทำครั้งเดียวให้หมดจะได้ไม่ต้องซ่อมอีกไปนานๆ แต่หากว่าตั้งใจจะทำบ้านใหม่ก็ควรวางแปลนดีๆ จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ ให้ยุ่งยาก 2. งบประมาณสำหรับปรับปรุงบ้าน เตรียมทำงบประมาณเอาไว้ สำหรับวัยเกษียณนั้นมักจะใช้พื้นที่ไม่กี่พื้นที่ อย่างเช่นห้องน้ำและห้องนอนเป็นต้น ให้วางแผนปรับปรุงในห้องที่ใช้งานบ่อยๆ ก่อน ปรับเปลี่ยนประตูให้กว้างขึ้นเผื่อเอาไว้เป็นทางเข้าสำหรับรถเข็นในอนาคตยามที่เดินไม่ไหว ซึ่งการปรับปรุงในบ้านพื้นที่ของบ้านนั้นจะทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้เยอะ แต่สำหรับวัยเกษียณที่มีโรคเจ็บปวด หรือต้องดูแลเป็นพิเศษ ก็ควรปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะกับการใช้รถเข็น เช่นการทำพื้นที่ลาดเอียงเพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้าย

การตกงานหรือถูกเลิกจ้างนั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีมนุษย์เงินเดือนคนไหนต้องการ ยิ่งต้องถูกออกจากงานแบบกะทันหันไม่ทันตั้งตัวด้วยแล้วยิ่งเครียดไปกันใหญ่ เพราะยังไม่ได้เตรียมตัวหางานใหม่เลยแถมบางคนไม่มีเงินเก็บอีก ทำให้เสียสภาพคล่องทางการเงินไป แต่รู้หรือไม่ว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้สามารถรักษาผลประโยชน์ไว้ได้ วันนี้เราก็มีข้อมูลดีๆ มาฝากกัน 1. ค่าชดเชยถูกเลิกจ้าง ในการได้เงินชดเชยนั้นจะได้รับหลังจากถูกให้ออกโดยไม่สมัครใจและไม่มีความผิด ซึ่งเงินชดเชยจะขึ้นอยู่กับเงินเดือนและอายุงานดังนี้ – ทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ได้รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1เดือน – ทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ได้รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 3 เดือน – ทำงานติดต่อกันครบ 3 ปี แต่ไม่ถึง 6 ปี ได้รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 6 เดือน – ทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ถึง 10 ปี ได้รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 8 เดือนContinue Reading

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วในการใส่ซองแต่งงาน พักหลังๆ มักมีดราม่าออกมาเสมอเกี่ยวกับเงินใส่ซอง บางคนก็ไม่รู้ว่าควรใส่เท่าไหร่ดีถึงจะดูไม่น่าเกลียด แต่จะใส่เยอะเกินไปก็เกรงจะทำให้ตัวเองเดือดร้อน เพราะค่าใช่จ่ายปัจจุบันนั้นก็เยอะเหลือเกิน วันนี้เราเลยมีข้อมูลดีๆ ในการใส่ซองแต่งงานมาฝากกัน 1. ยึดรายได้ของตัวเองเป็นหลัก เรียกว่าถึงเป็นเกณฑ์ได้เลย อ้างอิงจากรายได้ของตัวเองเป็นหลัก มีมากใส่มาก มีน้อยใส่น้อย ไม่เดือดร้อนตัวเองด้วย คนรับก็แฮปปี้ ส่วนใหญ่เงินในการใส่ซองนั้นควรคิดเป็น 5% จากเงินเดือน อย่างเช่นได้เงินเดือน 25000 บาท ก็ใส่ซองได้ประมาณ 1500 บาทเป็นต้น ไม่น้อยจนหน้าเกลียดและไม่มากจนตัวเดือดร้อน แฮปปี้กันทุกฝ่ายสบายใจไม่มีดราม่า 2. เพิ่มลดตามความสนิท เป็นธรรมดาที่เมื่อสนิทกันมากแค่ไหนเงินใส่ซองก็ต้องมาตามไปด้วย เพราะนั่นแสดงถึงความมีน้ำใจต่อกัน ดังนั้นการจะใส่ซองให้คนสนิทมากกว่าคนที่ไม่สนิทก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากรู้จักกันพอประมาณอารมณ์อยู่แผนกใกล้เคียงแต่ไม่ค่อยคุยกันเท่าไหร่ ก็ใส่ซองไปพอประมาณไม่ต้องเยอะมาก เอาตามกำลังที่เราพอใส่ได้ 3. ไปร่วมงานด้วยหรือเปล่า หากว่าคุณติดธุระหรือว่าไม่ได้ไปร่วมงานแต่ง ก็สามารถนำเงินใส่ซองได้น้อยกว่าที่ตั้งไว้เล็กน้อยได้ไม่น่าเกลียด ถือว่าใส่ไปช่วยงานแต่เราไม่ได้ไปร่วมงานนั่นคือไม่ได้ร่วมกินของที่เลี้ยง ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าจะโดนดราม่าหรือโดนตำหนิ ใส่ไปในจำนวนที่คิดว่าไม่น่าเกลียดเกินไปก็พอ

ไม่มีอะไรเปรียบเทียบเวลาเป็นเงินเป็นทองได้เท่ากับชั่วโมงการทำงานของมหาเศรษฐี ที่เป็นตัวอย่างของเวลาเป็นเงินเป็นทองอย่างแท้จริง บางคนทำงานแค่ชั่วโมงเดียวได้มากกว่าคนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ทั้งชีวิตเสียอีก ซึ่งทางเว็บไซต์ Business Indiser ก็ได้ทำสถิติตัวเลขออกมาให้ดูกันว่า พวกเขาเหล่านี้สามารถหาเงินได้ชั่วโมงล่ะเท่าไหร่กันบ้าง ลองมาดูกันเลย 1.เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) เจ้าของ Amazon เว็บไซต์อีคอมเมิรซ์ชื่อดัง มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งมีรายได้ 4.47 ล้านเหรียญสหัฐฯ ต่อชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 143 ล้านบาท เพียงแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นยังทำเงินได้มหาศาลขนาดนี้ เทียบเป็น 157 เท่าของรายได้เฉลี่ยพนักงาน Amazon 2.มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) เจ้าของโซเชียลมิเดียชื่อดังที่ใครๆ ก็เล่นอย่าง Facebook มีรายได้ชั่วโมงละ 1.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 55 ล้านบาท ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แม้จะเป็นแพทฟอร์มสำหรับสังคม แต่ก็ทำเงินไปได้เยอะทีเดียว 3.อลิซ วอลตันContinue Reading

พูดถึงเรื่องการประหยัดเงินนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจดี แต่ทำได้ยากเหลือเกิน เพราะปัจจุบันมีสิ่งต่างๆ กระตุ้นความอยากได้อยากมีจนอดใจไว้ไม่ไหว เงินเดือนออกเป็นต้องไปโซ้ยของอร่อยๆ หรือไม่ก็ไปเที่ยวพักผ่อนจนลืมออมเงิน แต่จริงๆ แล้วนั้นการออมเงินเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้มีเงินเอาไว้ในยามจำเป็น ใครที่กำลังรู้สึกว่าการเก็บเงินเป็นเรื่อยยากล่ะก็ วันนี้เรามีวิธีดีๆ ในการช่วยประหยัดเงินมาฝากกัน 1.เปลี่ยนวิธีการเดินทางเข้าตัวเมือง จากที่เคยขับรถไปทำงานในย่านชุมชนอย่างสีลม สยาม หรือสุขุมวิท ลองเปลี่ยนมานั่งรถไฟฟ้าแทน จะเป็นการประหยัดได้มากกว่า ทั้งประหยัดเวลา ประหยัดค่าน้ำมันและประหยัดค่าที่จอดรถอีกด้วย ซึ่งการใช้บริการขนส่งสาธารณะยังช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้มากทีเดียว หากคุณไม่ได้ทำงานในพื้นที่เข้าถึงยากล่ะก็ เก็บรถไว้บ้านแล้วมานั่งรถไฟฟ้าหรือรถใต้ดินแทนจะเป็นหยัดได้อีกเยอะ 2.เปลี่ยนจากการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนแล้วผ่อนจ่ายทีหลัง การผ่อนชำระเป็นอีกวิธีที่พนักงานออฟฟิศนิยม เพราะมีของมาใช้ก่อนแต่สามารถผ่อนจ่ายเป็นงวดๆ ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าเป็นการสร้างหนี้ให้อย่างร้ายกาจ แทนที่จะจ่ายทีเดียวจบในราคาต้น แต่การผ่อนนั้นจะต้องทบดอกไปเรื่อยๆ ลองคิดดูว่าหากซื้อแล้วใช้บัตรเครดิตชำระขั้นต่ำทุกเดือนๆ อีกนานแค่ไหนล่ะกว่าจะผ่อนหมด สู้เอาเงินที่สูญไปตรงนั้นมาทำอย่างอื่นดีกว่า หากอยากได้อะไรสักชิ้น แนะนำให้วางแผนการเงินและเก็บจนกว่าจะครบค่อยซื้อ ดีกว่าไปผ่อน เป็นการประหยัดเงินได้มากกว่าหลายเท่า

เรื่องของการจับจ่ายเงินนั้นเป็นธรรมดาที่ใครๆ ก็ชอบ แต่เคยสังเกตไหมว่าตั้งเป้าไว้เท่านั้นแต่พอไปช้อปจริงดันเกินงบตลอดทุกครั้ง โดยเฉพาะกับคนที่มีบัตรเครดิต สิ้นเดือนมาแทบหน้ามืดเพราะใบแจ้งหนี้เป็นสิบๆ ใบ ช้อปไปหลายบาทจนแทบไม่พอจ่าย ซึ่งการหยุดใจไม่ให้ช้อปเพลินนั้น คือการไม่ต้องออกไปจับจ่ายซื้อของ เมื่อไม่ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายจบๆ แต่ในความเป็นจริงไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีสาเหตุที่ยากจะอธิบายในการจับจ่ายซื้อของเกินงบมาให้ดูกัน อันดับแรก หลายคนจับจ่ายซื้อของเพราะถูกแรงกระตุ้นยั่วยุจากสิ่งเร้า ทำให้หลายครั้งซื้อโดยขาดเหตุผล และไม่ได้ไตร่ตรองก่อนซื้อเพราะกลัวว่าจะไม่ได้ของชิ้นนั้นอย่างเช่นของ sale, ของรุ่น Limited Edition เพราะไม่สามารถหาได้อีก จึงตกหลุมการตลาดอย่างเต็มตัว อีกอย่างคือเพราะโลกของโซเชียลเป็นตัวกระตุ้นให้ช้อปเพื่อการเป็นที่ยอมรับในสังคมเป็นต้น อันดับที่สอง จับจ่ายเพราะคุ้มค่าแล้วเมื่อผ่านการเปรียบเทียบ เช่นพวกของซื้อสองแถมหนึ่งเป็นต้น บางครั้งเป็นสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นแต่เพราะมองแล้วคุ้มค่าก็เลยซื้อมานั่นเอง หรือในกรณีที่เวลาไปซื้อของกินตามร้านฟาส์ตฟู้ด ก็มักจะมีการเพิ่มไซส์เพิ่มขนาดที่ดูแล้วคุ้มค่ากว่า แต่ก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกเช่นกัน ซึ่งทั้งๆ ที่บางทีไม่ได้อยากจะได้ไซส์ที่ใหญ่กว่า แต่เพราะความคุ้มค่าเลยทำให้ตัดสินใจซื้อ นี่ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้การจับจ่ายเกินงบ

เงินโบนัสถือเป็นสิ่งหอมหวานของใครหลายคน เชื่อว่าเมื่อได้เงินก้อนนี้มาหลายคนนำไปซื้อของที่อยากได้บ้าง ซื้อความสุขให้กับตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ บ้าง บางคนก็ไปเที่ยวต่างประเทศ แต่จะดีกว่าไหมถ้านำเงินโบนัสที่ได้มานั้น ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด วันนี้เราเลยมีคำแนะนำในการนำเงินโบนัสไปใช้ให้คุ้มค่ามาฝากกัน 1.ซื้ออิสรภาพ การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ดังนั้นหากใครเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดต่างๆ ให้นำเงินโบนัสที่ได้มาไปเคลียร์ให้เรียบร้อย เพราะในแต่ละปีนั้นบัตรพวกนี้มีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 18-28% ต่อปี โดยเฉพาะกับคนที่ชอบผ่อนชำระแบบขั้นต่ำ หากไม่ใช้เงินก้อนโป๊ะ ก็จะเป็นหนีไปอีกนาน ดังนั้นเงินโบนัสก้อนนี้จะช่วยให้อิสรภาพทางการเงินด้วยการไม่มีหนี้อีกต่อไป 2.ซื้อความมั่นคงด้วยการออม จะเป็นออมหุ้นหรือการลงทุนก็ได้หมด เพราะเงินโบนัสส่วนนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงระยะยาวได้ ซึ่งก่อนจะนำเงินโบนัสไปออมหรือลงทุนควรศึกษาและหาเป้าหมายให้ชัดเจน ที่สำคัญควรแบกรับความเสี่ยงให้ได้ เช่นหากอยากเก็บเงินซื้อบ้านในอีก 5 ปีข้างหน้า ก็ควรออมหรือลงทุนในส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำ อย่างเช่นเงินฝาก หรือกองทุนตราสารหนี้เป็นต้น เพราะหากไปลงทุนหรือออมหุ้นในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง ก็จะมีโอกาสขาดทุนสูง ทำให้ไม่สามารถทำตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้ 3.ซื้อความสุขให้ตัวเอง สามารถทำได้แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย ว่าในขณะนั้นมีภาระหนี้สิ้นอยู่หรือไม่ หรือมีเป้าหมายในระยะสั้นที่อยากทำหรือเปล่า เมื่อคำนวณดูแล้ว ก็สามารถเจียดเงินโบนัสที่เหลือมาใช้จ่ายสนองความต้องการของตัวเองได้ ปัจจุบันการไปเที่ยวต่างประเทศนั้นไม่ได้ใช้เงินเยอะเหมือนเมื่อก่อน หากอยากไปจริงๆ ให้หาทัวร์ราคาย่อมเยา ไปเที่ยวเพื่อให้ของขวัญกับตัวเองที่ทำงานหนักมาทั้งปี