ได้วันลาทั้งทีเตรียมตัวแพคกระเป๋า ตรวจพาสปอร์ตให้พร้อม วันรี้เรามีคำแนะนำในการใช้เงินเที่ยวแบบคุ้มๆ มาฝากกัน ใครที่พาสปอร์ตหมดอายุรีบไปต่อด่วน หรือหากจะไปเที่ยวในประเทศที่ใช้วีซ่าก็รีบไปทำซะ แล้วเก็บกระเป๋าเดินทางกันได้เลย มีคำแนะนำไหนน่าสนใจบ้างลองมาดูกัน 1.วางแผนค่าใช้จ่าย แลกเงินสดไว้ให้พอใช้ และเตรียมบัตรเดบิต-บัตรเครดิตให้พร้อม เพราะเงินเป็นสิ่งสำคัญเลยในการท่องเที่ยว ฉะนั้นจะต้องวางแผนเรื่องการเงินให้ดี ต้องรัดกุมเพราะจะต้องใช้จ่ายตลอดทั้งทริป นำค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าอาหารและค่าอื่นๆ เผื่อไว้ด้วย นำมาคำนวณว่าต้องใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ และนำไปแลกให้เป็นสกุลเงินประเทศนั้นๆ ติดตัวไว้ ไม่ควรเผื่อไปมากนักเพราะจะทำให้ใช้หมด เตรียมบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตไปด้วยเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน 2. เช็ควงเงินในบัตรให้พร้อม แนะนำให้โทรสอบถามกับศูนย์บัตรเครดิตของสถาบันการเงินก่อนเดินทาง ก่อนจะเดินทางแนะนำให้เช็ควงเงินในบัตรเครดิตที่ใช้งานก่อน เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นแต่วงเงินในบัตรไม่เพียงพอต่อการใช้งานก็จะทำให้เกิดปัญหา ดังนั้นเช็คแต่เนินๆ จะได้คำนวณได้ถูกต้องไม่เกิดปัญหาเงินเต็มวง ทำได้ด้วยการโทรเข้าศูนย์บัตรเครดิตของสถาบันการเงินที่ใช้อยู่ เพราะหากไม่โทรเช็คก่อนอาจจะทำให้เกิดปัญหาบัตรรูดไม่ผ่านและมีการโทรเข้ามาตรวจสอบหลังจากรูดบัตรทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มในการรับสาย และจะไม่สามารถรูดบัตรได้เพราะไม่ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าว่าจะนำไปใช้จ่ายที่ต่างประเทศ

การลงทุนในปัจจุบันนั้นมีหลายแบบไม่ว่าจะเป็น ลงทุนหุ้น, ลงทุนกองทุนรวม, ลงทุนทองรวมไปถึงตราสารการเงินต่างๆ แต่สำหรับการลงทุนของชาวเกษตรกรที่อยู่ในต่างจังหวัดนั้นจะชอบการลงทุนระยะสั้นด้วยการลงทุนกับการเกษตรกรรมต่างๆ อย่างการเลี้ยงปลา เลี้ยงวัวเป็นต้น เพราะว่าเป็นการลงทุนแบบสอดคล้องกับวิถีชีวิตของวงจรสัตว์ การแก้ปัญหาทางการเงินของชาวอินเดียที่มักนิยมลงทุนวัวมากกว่านำเงินไปฝากธนาคาร ซึ่งที่อินเดียนั้นมีวัวประมาณ 280 ตัวถือว่าเป็นสถิติที่สูงมาก นอกจากในเรื่องของศาสนาแล้ว วัวยังให้ผลผลิตอื่นๆ อย่างนมที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นชีส เป็นโยเกิร์ตได้ เป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือน น้ำนม หรือว่ามูลวัวนั้นสามารถนำไปขายได้หมดรวมถึงลูกวัวด้วย แต่ทั้งนี้การนำเงินไปลงทุนวัวดูจะไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่นัก กลายเป็นคนมีภาวะสายตาสั้นทางการเงิน เพราะว่าเงินที่ลงทุนไปกับวัวนั้นแปลงกลับมาเป็นเงินสดได้ยากกว่าการลงทุนอื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็เป็นข้อดีเพราะจะช่วยลดโอกาสในการนำเงินไปซื้อของจับจ่ายอื่นๆ ให้สิ้นเปลือง แต่หากมองในทางเศรษฐศาสตร์แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นการลงทุนในระยะที่ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นัก การนำเงินไปใช้จ่ายสร้างความสุขทันทีมากกว่าการนำเงินไปออมทุน เรียกว่าสายตาสั้นทางการเงิน ประมาณว่าใช้ก่อน ออมที่หลัง ซึ่งสามารถสร้างความสุขได้จริงแต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่การซื้อของพวกนี้เต็มไปด้วยความเต็มใจ และการนำเงินไปออมนั้นเป็นความรู้สึกตัดใจที่ต้องทำ ดังนั้นหลายคนจึงเลือกใช้มากกว่าการออม

เมื่อแต่งงานและจดทะเบียนกันแล้ว คุณทั้งคู่กลายเป็นสามีภรรยากันอย่างถูกกฎหมาย ดังนั้นเงินที่หามาได้คงจะไม่มีการแบ่งนั่นของเธอ นี่ของฉัน เพราะชีวิตคู่จะต้องมีการวางแผนร่วมกัน ดังนั้นรายได้ของคุณทั้งคู่จะกลายเป็นรายจ่ายที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันนั่นเอง สำหรับคู่แต่งงานใหม่ที่ไม่เคยมีการวางแผนเรื่องนี้ แน่นอนว่าอาจจะประสบปัญหาด้านการเงินในอนาคตได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงมีคำแนะนำในการออมเงินสำหรับคู่แต่งงานใหม่มาฝากกันล่ะ 1. เปิดบัญชีเงินฝากร่วมกัน เป็นสิ่งแรกที่ควรทำเป็นอย่างแรก คือเปิดบัญชีเงินฝากแบบร่วม ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานแห่งการเงินที่มีคุณภาพ เมื่อมีบัญชีร่วม คุณก็จะวางแผนในการใช้เงินร่วมกัน มองเห็นภาพได้มากขึ้นว่าเงินส่วนนี้สามารถนำไปใช้จ่ายอะไรได้บ้าง หรือเก็บไว้ทำอะไรได้บ้าง อย่างเช่นเพื่อลูกในอนาคต เพื่อการท่องเที่ยว เพื่อการซื้อบ้าน หรือเพื่อเก็บออมไว้ใช้ยามเกษียณเป็นต้น 2. ไม่สร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น แม้สองคนจะหารายได้มากกว่าคนเดียว แต่ก็อย่าลืมว่าหนี้สินภาระต่างๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณทั้งคู่อาจจะต้องประหยัดมากกว่าเดิม ไม่สร้างหนี้สินเพิ่มโดยที่ไม่จำเป็น เพราะหากต่างคนต่างใช้จ่ายเพิ่มหนี้เพิ่มสิน ในอนาคตครอบครัวก็จะมีแต่ความเครียดเนื่องจากเงินไม่พอใช้ ต้องไปหยิบยืมกู้เงินทำให้สร้างหนี้ไม่จบไม่สิ้น ดังนั้นหากตัดสินใจจะใช้ชีวิตร่วมกันแล้วควรตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะของบางอย่างไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ 3. หมั่นทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายเป็นประจำ เรื่องจุกจิกพวกนี้มองข้ามไม่ได้เลย เพราะว่าการทำบัญชีรายรับและรายจ่ายอยู่เสมอ จะทำให้มองเห็นภาพรวมของการใช้จ่ายเงิน ช่วยในเรื่องการวางแผนใช้เงินในอนาคตได้ ซึ่งมีหลายๆ ครั้งที่เราซื้อของฟุ่มเฟือยโดยไม่รู้ตัว การทำบัญชีนั้นจะทำให้รู้ว่าเราสิ้นเปลืองไปกับอะไรบ้าง เป็นการเตือนตัวเองให้รู้ว่าไม่ควรซื้อของเกินความจำเป็น